วันพุธที่ 27 มีนาคม พ.ศ. 2556

การใช้ kindle อ่านข่าว จาก RSS Feed

หลังการประกาศปิดตัวของ Google Reader นักอ่านข่าวทั้งหลาย ก็จำเป็นที่จะต้องหาเครื่องมือช่วยอ่านข่าวตัวใหม่ ซึ่งก็มีให้เลือกกันมากมาย และวันนี้ เราก็จะมาแนะนำ อีก 1 เครื่องมือ ที่จะช่วยให้คุณติดตามข่าวสารได้อย่างไม่่ตกเทรนด์
สำหรับผู้ที่เป็นเจ้าของ Amazon Kindle คงจะถูกใจคุณสมบัตินึงใน kindle ก็คือ e-ink ที่ให้ความรู้สึกเหมือนอ่านจากกระดาษ หลายคนอาจะใช้ Tablet ในการอ่านข่าว  แต่การอ่านข่าวบน Tablet ที่มีแสงสว่างจากหน้าจอ ก็อาจทำให้สายตาต้องทำงานหนักต่อเนื่อง เพราะหลายคนอาจจะอยู่กับหน้าจอคอมพิวเตอร์มาทั้งวัน มาอ่านบนอุปกรณ์ที่มีแสงสว่างจ้า ก็ทำให้สายตาล้าได้ แต่ kindle ก็ถูกออกแบบมาไว้ให้อ่านหนังสือเป็นหลัก ไม่ใช่ข่าว
แต่ปัญหานี้จะหมดไป เมื่อมีบริการส่ง feed เข้าเครื่อง kindle ของเรา และที่สำคัญ ฟรี!
เรามาดูกันเลย ว่าทำได้อย่างไร?

1. เข้าไปที่เวบไซต์ เพื่อทำการสมัครสมาชิกก่อน
      http://www.kindlefeeder.com/users/new

2. เมื่อสมัครสมาชิกเสร็จแล้ว ให้ทำการ login ที่เวบไซต์ amazon เพื่อเข้าหน้า manage your kindle

3. ให้ทำการเพิ่ม email  "feeds@kindlefeeder.com" เข้าไปในส่วนของ Approved Personal Document E-mail List ดังภาพ



4. Login เวบไซต์ kindlefeeder และทำการ add/manage feed

5. เมื่อเลือก Feed ที่ต้องการได้แล้ว ก็ให้ไปที่หน้า dashboard และทำการ click email address ใต้หัวข้อ Queue new delivery (โดย default จะเป็น xxx@kindle.com)


6. รอสักครู่ เพื่อให้ kindlefeeder ส่งไฟล์ไปยัง kindle ของท่าน โดยระหว่างนี้ kindle ต้องต่อ wifi เพื่อให้ kindle ทำการ sync ข้อมูลจาก server

7. สามารถอ่านข่าว ได้บนเครื่อง kindle ของคุณ :) ภาษาไทยก็อ่านได้สบาย


บริการฟรีจากทาง kindlefeeder มีข้อจำกัดคือ สามารถ subscribe ได้ 12 feed และต้อง manual ส่ง feed เองจากเวบ
ทางเวบมีบริการแบบ premium subscription ที่จะ schedule ส่ง feed ได้ แต่ ณ.วันนี้ (28 Mar 2013) ทางเวบได้ประกาศไม่รับสมาชิกพรีเมียมใหม่ชั่วคราว

เท่าที่ได้ทดลองใช้บริการจาก KindleFeeder ทำให้ได้ติดตามข่าวสารมากขึ้น เพราะการอ่านข่าวจาก kindle สบายตากว่า Tablet, Computer หรือ SmartPhone ทำให้อ่านข่าวต่อวันได้มากขึ้น User Interface ก็ใช้งานได้สะดวก มีข้อเสียเล็กน้อยคือไม่สะดวกตรงที่ต้อง manual ส่ง feed ด้วยตัวเอง
แต่โดยรวม ก็นับว่าเป็นบริการที่ดีมากบริการนึง




วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2556

มีไอเดีย แต่ไม่มีเงินทุน?

นับตั้งแต่ internet กำเนิดขึ้นมา อัตราการเกิดนวัตกรรมใหม่ๆก็เกิดขึ้นเร็วมาก ถ้าเมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีคนมาบอกว่า อีกหน่อยโทรศัพท์มือถือ ขนาดเท่าฝ่ามือจะทำได้สารพัดอย่าง ไม่ว่าจะถ่ายรูป ถ่ายวิดีโอความคมชัดสูง เล่นเกมส์ ท่องอินเตอร์เน็ทได้ บันทึกข้อมูล ฯลฯ คุณก็อาจจะหัวเราะเยาะว่าคนนั้นอาจจะเป็นบ้า แต่วันนี้ สิ่งเหล่านั้น เกิดขึ้นและอยู่ในมือคุณแล้ว

เบื้องหลังของนวัตกรรม คือการค้นคว้าวิจัยอย่างจริงจัง ที่ต้องใช้เงินทุนมหาศาล ซึ่งในสมัยก่อนนั้น ก็จะเป็นบริษัทที่มีเงินถุงเงินถังที่กล้าลงทุน คนธรรมดาอย่างเราๆ แม้จะมีไอเดียเลิศเลอแค่ไหน ก็ยากที่จะทำให้เป็นจริงได้

แต่แล้วก็เกิดรูปแบบใหม่ของการหาเงินทุนขึ้น ที่เรียกว่า Crowd funding ที่เป็นการรวบรวบเงินจากคนทั่วไปในสังคม ที่สนใจในการลงทุนในไอเดียใหม่ๆ เพื่อให้ไอเดียนั้นเป็นจริง โดยที่ crowd funding platform จะเป็นคนกลางนำผู้มีไอเดียใหม่ๆและผู้สนใจลงทุนมาพบกัน ผู้ที่มีไอเดียก็มีพื้นที่ที่จะนำเสนอความคิด หากมีผู้ให้ความสนใจและชอบในแนวคิด อยากจะให้เกิดผลิตภัณฑ์หรือบริการใหม่ๆ ที่ยังไม่เคยเกิดขึ้นที่ไหนมาก่อน ก็สามารถให้การสนับสนุนเงินได้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องเป็นเงินจำนวนมากแต่อย่างใด แค่หลักร้อยหรือหลักพันบาท ก็สามารถให้การสนับสนุนได้แล้ว ถ้าไอเดียไหนน่าสนใจ ก็จะดึงดูดคนมาร่วมลงทุนได้มาก

จริงๆแล้ววิธีการ Crowd funding เกิดขึ้นมาตั้งแต่สมัยก่อน internet เช่นในปี 1884 มีการระดมทุน เพื่อสร้างฐานของเทพีเสรีภาพในนิวยอร์ค แต่เมื่อมี internet การสื่อสารไปยังคนหมู่มาก ก็ทำได้ง่าย่ดายขึ้น crowd funding ก็เข้าถึงคนได้มากขึ้น การเข้ามามีส่วนร่วมในการลงทุนก็มากขึ้นตาม ส่งผลให้เทคโนโลยีใหม่ๆเกิดขึ้นแทบทุกวัน

สำหรับผู้ที่มีไอเดีย แต่ไม่มีเงินทุน สามารถนำเสนอไอเดียที่เวบไซต์ crowd funding ได้ ซึ่งวันนี้ มีมาแนะนำ 5 เวบไซต์ด้วยกัน

1. Kickstarter
    มีโครงการนำเสนอมากกว่า 35,000 โครงการ และเงินทุนกว่า 500 ล้านดอลล่าสหรัฐได้ถูกระดมทุนผ่านเวบไซต์นี้ เรียกได้ว่าเป็น crowd funding ที่ใหญ่ที่สุดในโลก

2. Indiegogo
  เช่นเดียวกับ kickstarter, Indiegogo ก็เป็น crowd funding ยอดนิยมอีกแห่งหนึ่ง

3. Fundable
   ก่อตั้งโดย Wil Schroter

4. Crowdfunder

5. EarlyShare

Crowd Funding นับเป็นนวัตกรรมเพื่อช่วยให้ไอเดียดีๆสามารถเป็นจริงได้ หากคุณมีไอเดียเด็ดๆ นำเสนอไอเดียที่ Crowd Funding วันนี้ ในอนาคต เราอาจได้เห็นไอเดียของคุณอยู่ในทุกๆบ้านก็เป็นได้!

วันจันทร์ที่ 25 มีนาคม พ.ศ. 2556

ประโยชน์ของเทียน ที่เราคาดไม่ถึง

เทียนไข อยู่คู่กับมนุษย์มาตั้งแต่สมัยพุทธกาล นอกจากจะใช้จุดให้ความสว่าง และใช้ตอนคิดเขียนงานไม่ออก(นั่งเทียน)แล้ว ยังมีประโยชน์ที่เราคาดไม่ถึงอีกหลายอย่างเลยทีเดียว

เรามาลองดูว่า เทียนไขใช้ทำอะไรได้บ้าง

1. ช่วยทำให้ฉลากซองจดหมาย หรือกล่องพัสดุ กันน้ำได้
นำเทียนไขไปถูๆบนบริเวณที่เราจ่าหน้าซองหรือกล่องพัสดุ ก็สามารถช่วยให้ฉลากไม่เลอะเลือนเมื่อโดนน้ำได้

2. ช่วยแก้ปัญหาลิ้นชักฝืด
หลายคนอาจจะเจอปัญหาลิ้นชัก เมื่อใช้ไปนานๆ เกิดอาการดึงเข้าดึงออกยาก ฝืด ไม่ลื่น ให้ดึงลิ้นชักออกมา และนำเทียนไขมาทาถูบริเวณด้านล่างที่เป็นบริเวณที่ลิ้นชักสัมผัสกัน ก็จะลดปัญหาลิ้นชักฝืดไปได้

3.ช่วยหล่อลื่น กลอนประตูหรือหน้าต่าง
กลอนประตูหน้าต่างที่เป็นเหล็ก เมื่อใช้ไปนานๆอาจเกิดปัญหาขึ้นสนิม หรือฝืด ทำให้เปิดปิดยาก นำเทียนไขไปถูบริเวณกลอน แล้วลองดึงเข้าดึงออกเพื่อทำการหล่อลื่น ก็จะช่วยให้การปิดเปิดประตูหน้าต่าง ทำได้สะดวกและง่ายขึ้น

4. ช่วยลดน้ำตา ??!!
อย่าเพิ่งตกใจ ไม่ได้แก้อกหักช้ำใจได้แต่อย่างไร แต่หากคุณเป็นคนนึงที่มักจะน้ำตาไหลเวลาซอยหัวหอมทำกับข้าว ให้จุดเทียนไขไว้ใกล้ๆบริเวณเขียง แล้วซอยหัวหอมตามปกติ จะช่วยลดน้ำตาให้คุณได้ ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ

5. ช่วยแก้ปัญหาซิปติดขัด
นำเทียนไข ไปถูที่ซิปที่ติดขัด แล้วรูดขึ้นรูดลงซัก 3-4 ครั้ง ก็จะช่วยให้รูดซิปได้ลื่นปรื๊ดๆ ขึ้น


ลองนำไปทดลองกันดู ได้ผลอย่างไรก็มาเล่าสู่กันฟังนะครับ


ที่มา: http://www.apartmenttherapy.com/how-to-put-your-old-candles-to-work-apartment-therapy-tutorials-184347

วันอังคารที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2555

วิธีแก้ Host file (adobe)


1. เปิดโปรแกรม Notepad ขึ้นมา โดยให้คลิกขวาแล้วคลิก Run as administrator






 จะมี Popup ขึ้นมาถามให้ตอบ Yes
2. ไปที่ File -> Open
  



 3. ไปที่ C:/Windows/System32/drivers/etc  และเลือกไฟล์ที่ชื่อ hosts (ถ้าไม่เห็นไฟล์ ให้เลือกเป็น All files)




4.
เติม “127.0.0.1 activate.adobe.com”  ไปที่บรรทัดสุดท้ายของไฟล์


5.ทำการเซฟ Fille —> Save 




วันอาทิตย์ที่ 2 กันยายน พ.ศ. 2555

Tablet War Round 2 : Microsoft turn?

สงคราม Tablet ยกที่2 : ถึงเวลาของ Microsoft ?

หากเปรียบตลาดของ Tablet เป็นเหมือนสงคราม ก็จะเห็นว่า Apple iPad เปรียบเสมือนขีปนาวุธอานุภาพสูง  สามารถถล่มคู่ต่อสู้ได้ยับเยิน ด้วยยอดจำหน่ายกว่า 17ล้านเครื่อง คิดเป็น 63% ของ tablet ที่จำหน่ายทั่วโลก ดูเหมือนว่า iPad จะเป็นผู้นำตลาดไปอีกนาน ยากจะมีผู้ใดต่อกร
แต่แล้ว เมื่อวันที่ 19 มิถุนายน 2012 ที่ผ่านมา Microsoft ได้เปิดตัว Microsoft Surface, Tablet ใหม่ล่าสุดที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Windows 8 ออกมาท้าชนกับ iPad อย่างเต็มตัว 
อย่างไรก็ตามนักวิเคราะห์จากหลายสำนัก ยังเชื่อว่า Surface ยังไม่น่าจะเป็นคู่แข่งที่สมน้ำสมเนื้อ เพราะดูจากราคา และสเปค ที่ไม่แตกต่างจาก iPad คงไม่มีเหตุผลอะไร ที่จะทำให้คนไปเลือก Surface

แต่สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพทหาร....

เราลองมาดูว่า คนส่วนใหญ่ ใช้ iPad ทำอะไรบ้าง? 
จากการวิจัยของ businessinsider.com พบว่า คนมักจะใช้เวลาบน iPad ไปกับ ​
1. Web browsing
2. email and Social
3. ดู Video
4. Games
5. อื่นๆ


ดูจากผลการวิจัย ก็จะพบว่า คนมักใช้ iPad เพื่อ "ความบันเทิง" ซะเป็นส่วนใหญ่ 

มาดูที่ Surface บ้าง จุดแข็งของ Surface คือใช้ระบบปฏิบัติการ Window8 ซึ่งมีข้อดีอย่างหนึ่งก็คือ สามารถใช้งานได้ทั้งแบบ Desktop (เหมือนWindows 7) และแบบ Metro Style (มุมมองแบบTablet) พูดง่ายๆก็คือ มันสามารถใช้ทำงานเหมือนคอมพิวเตอร์โน้ตบุคได้ และ สามารถใช้งานแบบ Tablet ได้ คือใช้นิ้ว ลากๆจิ้มๆ ในเครื่องเดียวกัน ซึ่งจุดเด่นตรงนี้เอง ที่ iPad ไม่มี 
ในขั้นต้น Surface น่าจะดึงดูดกลุ่มคนที่ใช้ Windows ทำงานเป็นหลัก และต้องการความสามารถของ Tablet ในการทำงานนอกสถานที่ เช่น ผู้บริหาร หรือพนักงานขายที่ต้องทำงานนอกสำนักงาน 
ถึงแม้ iOS จะมีจุดเด่นในเรื่องการใช้งานแบบ Tablet แต่ในเรื่องการทำงาน Windows ยังครองใจคนส่วนใหญ่อยู่  จะเห็นได้จาก ข้อมูลการใช้ระบบปฏิบัติการสำหรับคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล มีคนใช้ Windows มากกว่า 90%  
เหตุผลที่คนจะเลือก Surface แทนที่จะเป็น iPad ก็น่าจะมาจากการที่เราซื้ออุปกรณ์แค่ตัวเดียว สามารถใช้ทำงานได้ และใช้เพื่อความบันเทิงได้อีกด้วย

แต่เหตุผลแค่นี้ คงไม่สามารถดึงดูดผู้คนให้เลือก Surface แทนที่จะเป็น iPad ได้ง่ายๆ สิ่งที่ Microsoft ต้องทำ ถ้าจะเอาชนะในสงคราม Tablet คือ ต้องเอาชนะ iPad ในด้าน "ความบันเทิง" ให้ได้ เนื่องจากคนส่วนใหญ่ ใช้ iPad เพื่อความบันเทิง ดูเวบ ดูวิดีโอ ฟังเพลง Microsoft ต้องทำ App ให้ดีที่สุด เพื่อให้ผู้ใช้ได้รับประสบการณ์บันเทิงที่ดีที่สุด 

และอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญ ที่น่าจะทำให้ Microsoft กลับมาชนะในสงครามTablet ได้  ก็คือ "เกมส์"  จะเห็นได้จาก ยอดจำหน่าย App บน App Store ที่ขายดีติดอันดับส่วนใหญ่เป็น "เกมส์" ซึ่งต้องเฉพาะเจาะจงว่า เป็น เกมส์สำหรับ Tablet  
Microsoft ต้องไม่เอาไปปนกับ XBox เพราะลักษณะเกมส์เป็นคนละแบบกัน แต่ Microsoft ควรใช้ประสบการณ์ที่เคยประสบความสำเร็จกับ XBox มาแล้ว ดึงดูดผู้ผลิตเกมส์มาผลิตให้กับ Surface มากขึ้น ซึ่งก็ยังมีช่องทาง เพราะตอนนี้ Apple คิด "ค่าหัวคิว" ในการจำหน่ายเกมส์ผ่าน App Store 30% ถ้า Microsoft มองถึงระยะยาว อาจใช้กลยุทธ์ ไม่เก็บ "ค่าหัวคิว" หรือเก็บน้อยกว่า Apple ก็อาจจะดึงดูดนักพัฒนาได้มากขึ้น

ต้องยอมรับว่า ปัจจัยหนึ่ง ที่ทำให้ iPad และ iPhone ประสบความสำเร็จคือ การสร้าง "Ecosystem" หรือระบบนิเวศ ได้อย่างสมบูรณ์ กล่าวคือ Apple เตรียมทุกอย่างไว้สำหรับทุกฝ่ายที่ต้องเกี่ยวข้องในอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น การเตรียม App Store ให้ผู้ซื้อได้เลือกซื้อ App ในขณะเดียวกัน ก็เปิดให้ Developer นำ App มาจำหน่าย เช่นเดียวกันกับ Digital Media ที่ Apple ได้เจรจากับค่ายหนัง ค่ายเพลง ค่ายหนังสือ เพื่อนำ Digital Content มาจัดจำหน่ายในระบบของตน ซึ่งนับเป็นการปฏิวัติวงการเลยทีเดียว
ถ้า Microsoft จะเอาชนะในสงคราม Tablet จะมองแค่ "ตัวอุปกรณ์" เพียงมิติเดียวอีกต่อไปไม่ได้ ต้องมองให้ครบองค์รวม และไล่โจมตี Apple ทีละส่วนๆ  

กล่าวโดยสรุป ในยกที่ 2 ที่ Microsoft ส่ง Surface ออกมาสู้ น่าจะยังทำอะไร iPad ไม่ได้มากนัก แต่หากมีการเตรียมพร้อมในส่วนอื่นๆที่กล่าวไปแล้วอย่างบูรณาการ เชื่อว่า Apple คงต้องหนาวๆร้อนๆเลยทีเดียว







วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

Powertrekk เครื่องชาร์จพลังน้ำขนาดพกพา

 
และอีกหนึ่งแหล่งพลังงานทางเลือก ก็พร้อมจะให้คุณได้สัมผัส Powertrekk เครื่องชาร์จและกำเนิดไฟฟ้าพลังน้ำ ขนาดพกพา พร้อมเปิดตัว ในงาน CES 2012 นี้แล้ว
   Powertrekk ใช้หลักการผลิตไฟฟ้าจากก๊าชไฮโดรเจนที่มีอยู่ในน้ำ โดยการชาร์จไฟแต่ละครั้ง ใช้พลังงานจากน้ำเพียงแค่ 1 ช้อนชาเท่านั้น จากนั้นจะนำพลังงานที่ได้ ไปเก็บไว้ในแบตเตอรี่สำรอง และสามารถนำไปจ่ายไฟให้กับอุปกรณ์อิเลคทรอนิคส์ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น GPS โทรศัพท์มือถือ หรือกล้องถ่ายรูป โดยผ่านพอร์ต ยูเอสบี
   สำหรับด้านความปลอดภัย ผู้ผลิตกล่าวว่า วัตถุดิบที่ใช้ทำแบตเตอรี่ ทำจากวัตถุที่ไม่โดนกัดกร่อนและที่สำคัญ ไม่รั่วซึม ซึ่งสามารถผ่านมาตรฐานความปลอดภัยของสายการบินชั้นนำ ให้สามารถนำขึ้นเครื่องได้
   ส่วนราคาเปิดตัว ค่อนข้างสูงทีเดียว 199 ยูโร หรือประมาณ 8,000 บาท และแบตเตอรี่สำรอง ราคาประมาณ 1.99 ยูโร หรือประมาณ 80 บาท  นับเป็นอีกหนึ่งอุปกรณ์ที่เหมาะกับยุคนี้เป็นอย่างยิ่ง

สนใจดูวิธีการใช้งาน หรือข้อมูลการสั่งซื้อได้ที่ www.powertrekk.com